ห้องปฏิบัติการอีโคดีไซน์

โทร 02 564 6500 ต่อ 4053-4055(คุณกัญญณัช)
โทรสาร 02 564 6400
อีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

“ฉลากสิ่งแวดล้อม” เป็นกลไกการสื่อสารและบ่งบอกความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ให้แก่ผู้บริโภครับทราบ เป็นฉลากที่มอบให้แก่ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เป็นข้อมูลที่ทำให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นเน้นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม และสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการบริโภคทรัพยากรของตน ในขณะที่ผู้ผลิตก็จะได้รับผลประโยชน์ในแง่กำไร จากการลดต้นทุนที่เกิดจากการลดทรัพยากร พลังงาน และของเสีย ในการผลิตสินค้าหรือให้บริการ โดยฉลากสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO  สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ     

 

ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 ( ISO14024)เป็นฉลากที่บ่งบอกความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดโดยองค์กรอิสระที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย (Third party) โดยจะพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแบบใช้วิธีพิจารณาแบบตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Consideration) ในประเทศไทยมีการออกฉลากประเภทที่ 1 ซึ่งรู้จักกันดีในนาม “ฉลากเขียว” ซึ่งปัจจุบันมีการออกข้อกำหนดผลิตภัณฑ์กว่า 39 ชนิด

 

ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2 ( ISO14021)เป็นฉลากที่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือ ผู้ส่งออก จะเป็นผู้บ่งบอกความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือแสดงค่าทางสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตนเอง (Self-declared Environmental Claims)  ซึ่งอาจจะแสดงในรูปของข้อความ หรือสัญลักษณ์ รูปภาพ เช่น การใช้พลังงานอย่างประหยัด การนำกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น โดยฉลากนี้ จะไม่มีองค์กรกลางในการดูแล แต่ทางผู้ผลิต จะต้องสามารถหาหลักฐานมาแสดงเมื่อมีคนสอบถาม ดังนั้น ฉลากประเภทนี้ผู้ผลิตสามารถทำการศึกษาหรือประเมินผลได้ด้วยตนเอง

 

ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3 ( ISO14025)เป็นฉลากที่บ่งบอกถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการแสดงข้อมูลสิ่งแวดล้อมโดยรวม (Environmental information) โดยการใช้เครื่องมือการประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิตของสิ่งแวดล้อม (Life Cycle Assessment) เข้ามาประเมิน ตามมาตรฐาน ISO 14040 โดยฉลากนี้ จะมีหน่วยงานอิสระ หรือองค์กรกลางในการทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนที่จะประกาศลงกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ต่อไป•

 

ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1  ของประเทศไทย หรือรู้จักกันในนาม “ฉลากเขียว”เป็นกลไกหลักที่จะส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงประสบปัญหาด้านความหลากหลายของสินค้าและบริการที่ผ่านการรับรองซึ่งยังมีอยู่ไม่มากในตลาด มีกระบวนการดำเนินงานที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว การพัฒนาระบบและกลไกฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2 จึงเป็นแนวทางที่จำเป็นเพื่อเป็นการสร้างทางเลือก และ ขยายผลในการส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  

การจัดทำเกณฑ์ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2ยังสามารถส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยอุตสาหกรรมชุมชนและวิสาหกิจชุมชน ให้มีความสามารถในการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการการผลิต มีองค์ความรู้ในเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปยังผู้บริโภคเพื่อใช้ในการตัดสินใจ ในการเลือกซื้อ เลือกใช้ สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

เนื่องด้วยฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2มีแนวทางในการประเมินที่ชัดเจน ไม่ซับซ้อน และสามารถเข้าใจโดยง่าย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวและมอบหมายให้ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติพัฒนาแนวทางการการจัดทำฉลากประเภทที่ 2 และประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์นำร่องเพื่อเป็นกรณีศึกษาของประเทศไทย อีกทั้งยังมีการฝึกอบรม ให้ความรู้ และส่งเสริมการดำเนินงานของผู้ประกอบการให้สามารถผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านกลไกตลาดสีเขียวซึ่งมีการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

           การออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (EcoDesign) หรือ การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Ecology + Economic Design) นับเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญประการหนึ่ง โดยองค์กรมาตรฐานสากล(International Standards Organization : ISO)ได้จัดทำอนุกรมมาตรฐาน ISO/TR 14062: 2002 (Environmental Management-Integrating Environmental Aspects into Product Design and Development) ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ในการบูรณาการลักษณะปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยหลักการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการจะมุ่งลดการเกิดกากของเสีย ยืดระยะเวลาการใช้งาน เพิ่มสัดส่วนการนำกลับมาใช้ใหม่ และหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระบบผลิตภัณฑ์และบริการนั้นๆ  เป็นกระบวนการที่รวมแนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมเข้าไปในขั้นตอนการออกแบบ โดยพิจารณาตลอดทั้งวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ )Product Life Cycle) ตั้งแต่ขั้นตอนการแผน การออกแบบ การผลิต การนำไปใช้ และการกำจัดทิ้งหลังการใช้งานเพื่อลดต้นทุนในทุกขั้นตอน มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมและเป็นแนวทางที่สอดคล้องและนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)

 

           การออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาขึ้นจากแนวคิดในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ในบริบทของการผลิตที่ยั่งยืน ทำให้ทัศนะในการออกแบบผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงไปสู่แนวคิดที่ต้องพิจารณาด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากมิติทางด้านคุณภาพและผลตอบแทนในเชิงเศรษฐศาสตร์ นั่นคือ การพิจารณามิติทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและจริยธรรมที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น และเริ่มมีการนำมาประยุกต์ใช้ตั้งแต่ปี 1980 จากการประชุม World Conversation Strategyโดยข้อพิจารณาพื้นฐานที่ต้องคำนึงถึงในการรออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่

 

1)       แนวคิดด้านการบริโภคและการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป จากการที่ประชาชนให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว ภาครัฐมีการเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อสร้างความตระหนักและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ผ่านการเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-product)มากขึ้น ทำให้ความต้องการ Eco-product สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วจึงอยู่ในระดับที่สูงมาก นอกจากนี้รัฐเองยังเข้ามามีบทบาท ในการกำหนดนโยบายส่งเสริมการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้งบประมาณในการจัดซื้อของรัฐที่ต้องพิจารณา Eco-product ก่อนเป็นอันดับแรก เป็นต้น

2)       การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถของเทคโนโลยีก็เพิ่มขึ้นด้วย แต่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นผู้ออกแบบต้องตระหนักเสมอว่า ผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน ผลิตภัณฑ์อาจเหมาะสำหรับคนที่ใช้เท่านั้นแต่เกิดผลกระทบต่อคนอื่น ดังนั้น หากจะมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว ต้องมองในภาพกว้างถึงผลกระทบที่อาจตามมา และปลูกฝังแนวคิดทางด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ เป้าหมายในเชิงกลยุทธ์เพื่อการปรับปรุงเทคโนโลยี ยังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยมุ่งเน้นการเพิ่มหน้าที่ในการใช้งานของผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าในขณะที่ต้องลดการใช้ทรัพยากรและพลังงานตลอดทั้งวัฎจักรชีวิตของระบบที่เกี่ยวข้อง 

3)       การเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางด้านเศรษฐศาสตร์และสังคมจากกระบวนทัศน์ของโลกที่ปรับเปลี่ยนไปสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ เทคโนโลยีในยุคการสื่อสารไร้พรมแดนที่ได้สร้างระบบการผลิตและขนส่งที่ทันสมัยและเกิดห่วงโซ่อุปทานที่แผ่ขยายในวงกว้างทั่วโลก เกิดความสะดวกสบายขึ้น ทำให้ประชากรหันมาตระหนักถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของตนและเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจ เพื่อกำหนดรูปแบบการผลิตและการบริโภคในสังคมปัจจุบัน ระบบการศึกษาที่พัฒนาหลักคิดของคนตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งคำนึงถึงดุลยภาพของมิติทางด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันทำให้เกิดอุปสงค์สีเขียวไปทั่วโลก หลายประเทศให้ความสำคัญและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ประเภท Eco-product ด้วยการให้สิทธิประโยชน์กับสินค้านำเข้าที่มีฉลากสิ่งแวดล้อม (Eco-label) หรือระบุให้ผลิตภัณฑ์ต้องมีตารางผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแสดงให้ผู้บริโภคทราบ เป็นต้น

 

                การนำหลักการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ จะต้องคำนึงถึงกลไกเชิงกลยุทธ์ (Eco-Design Strategy) ใน 7 ด้านหลัก ได้แก่

 

1)      ลดการใช้วัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม )Reduction of low-impact materials)

2)      ลดปริมาณและชนิดของวัสดุที่ใช้ )Reduction of materials used)

3)      ปรับปรุงกระบวนการผลิต (Optimization of production techniques)

4)      ปรับปรุงระบบการขนส่งผลิตภัณฑ์ )Optimization of distribution system)

5)      ปรับปรุงขั้นตอนการใช้ผลิตภัณฑ์ (Optimization of impact during use)

6)      ปรับปรุงอายุผลิตภัณฑ์ )Optimization of initial lifetime)

7)      ปรับปรุงขั้นตอนการทิ้งและทำลายผลิตภัณฑ์ )Optimization of end-of-life)

 

                การออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นและส่งผลในรูปกระแสกดดันด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและมีข้อกำหนดและกฎระเบียบทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก เช่น ระเบียบว่าด้วยการจัดการเศษเหลือทิ้งจากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ )WEEE) ระเบียบว่าด้วยการห้ามใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (RoHS)ระเบียบเกี่ยวกับการใช้สารเคมีในผลิตภัณฑ์ต่างๆ )REACH) ระเบียบเกี่ยวกับการจัดการซากของยานยนต์  )ELV) เป็นต้น ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าที่ทำการค้าขายกับประเทศเหล่านี้ จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว ดังนั้นการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงนับเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาระบบการปรับปรุงและเผยแพร่สมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และเชื่อมโยงกับกลไกตลาดและฉลากสิ่งแวดล้อมแบบต่างๆ 

 

เครื่องมือในการทำ EcoDesign

            เครื่องมือที่นิยมใช้ในการทำ EcoDesign นั้นสามารถแบ่งได้เป็น เครื่องมือที่ช่วยในการออกแบบ และ เครื่องมือที่ช่วยในการประเมินผลการออกแบบ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

เครื่องมือที่ช่วยในการออกแบบที่นิยมในปัจจุบันได้แก่ 
1. DFM/ DFA Guideline

            DFM (Design for Manufacturing) และ DFA (Design for Assembly) เป็นแนวทางซึ่งหากนักออกแบบนำไปใช้แล้วย่อมทำให้เกิดความสะดวกในการผลิต และการประกอบ ลดความผิดพลาดและสามารถส่งผลให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้
2. QFDE

ดัดแปลงจาก QFD (Quality function Deployment) โดยนักวิชาการชาวญี่ปุ่น โดยเพิ่มองค์ประกอบการวิเคราะห์ด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไป เป้าหมายหลักคือการปรับเปลี่ยนความต้องการของลูกค้าให้อยู่ในรูปของข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการออกแบบนั้นสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

เครื่องมือที่ช่วยในการประเมินผลการออกแบบ ได้แก่

1. DFE Checklist

เป็นแนวทางการตรวจสอบอย่างง่ายเพื่อที่จะพิจารณาว่า คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบนั้น มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด

2. LCA

เป็นการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด ตั้งแต่เริ่มวงจรชีวิตจนสิ้นสุดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เป็นเครื่องมือที่เป็นที่นิยมในต่างประเทศ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของการใช้ฐานข้อมูลจำนวนมากในการวิเคราะห์ ทำให้เกิดความล่าช้าและไม่สะดวกในการปฏิบัติงานของภาคอุตสาหกรรม และจะสามารถทำได้เมื่อมีข้อมูลของผลิตภัณฑ์ครบทุกช่วงของวงจรชีวิต

3. Eco Evaluation Model

เป็นการประเมินผลการออกแบบ และ การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในขั้นของการออกแบบ ทำให้ได้ผลที่เพียงพอจะตัดสินใจได้ว่าแบบของผลิตภัณฑ์ใดมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ากัน ก่อนที่จะทำการผลิตจริง การวิเคราะห์แบบนี้ใช้ข้อมูลน้อยกว่าการวิเคราะห์แบบ LCA ซึ่งทำให้รับทราบผลที่รวดเร็วกว่า ปัจจุบันมีนักวิชาการที่ทำวิจัย และคิดค้นแบบจำลองของการประเมินนี้อยู่มากมายในหลายประเทศ ซึ่งก็มีแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป สำหรับในประเทศไทย ได้มีการนำเสนอรูปแบบดังกล่าวอยู่เช่นกัน เช่น การประเมินด้วยแบบจำลอง GQFD –Green Quality Function Deployment (รังสรรค์ ขจรศิลป์ และ รวิน ระวิวงศ์, 2003) หรือ แบบจำลอง ICE-PDE – Integrated Conceptual Eco Product Design Evaluation (อรรคเจตต์ อภิขจรศิลป์ และ ปริญญ์ บุญกนิษฐ์, 2004)

                      การประเมินวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งที่นำมาใช้ในการพัฒนาระบบฉลากสิ่งแวดล้อม โดยเป็นกระบวนการวิเคราะห์และประเมินค่าผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงชีวิตของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ในรูปของข้อมูลเชิงปริมาณของพลังงาน วัตถุดิบที่ใช้และของเสียที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการจัดการเศษซากของผลิตภัณฑ์หลังหมดอายุการใช้งาน การใช้ใหม่/แปรรูป หรือ ตั้งแต่เกิดจนตาย (Cradle to Grave)สามารถบ่งชี้ผลกระทบเพื่อหาวิธีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เกิดน้อยที่สุด[1] อีกทั้งยังสามารถกำหนดแนวทางในการลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมและรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ องค์การมาตรฐานระหว่างประเทศ(International Organization for Standardization: ISO) ให้ความหมายของ LCA ไว้ในอนุกรมมาตรฐาน ISO14040 ว่า “เป็นการรวบรวมและประเมินค่าสารขาเข้าและสารขาออกรวมถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีโอกาสเกิดขึ้นในระบบผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิต” 

 

รูปแสดงกรอบการดำเนินงาน LCA จากอนุกรมมาตรฐาน ISO 14040

 

ขั้นตอนในการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลักดังนี้

·       ขั้นที่ 1การกำหนดเป้าหมายและขอบเขตของผลิตภัณฑ์ที่จะทำการประเมิน หน้าที่ของผลิตภัณฑ์ที่จะนำไปใช้งาน และรายละเอียดอื่น ๆ ตามที่ต้องการศึกษา

·       ขั้นที่ 2การวิเคราะห์บัญชีรายการด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วยการสร้างแผนผังการไหลของกระบวนการ การเก็บข้อมูล การกำหนดขอบเขตระบบ และการระบุชนิดและปริมาณของการใช้วัตถุดิบ  น้ำ  พลังงาน  การปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อม และการใช้พื้นที่ในแต่ละกระบวนการ

·       ขั้นที่ 3การประเมินผลกระทบ ประกอบด้วย การจำแนกกลุ่มของผลกระทบ (Classification) และการทำ Characterization ซึ่งผลกระทบที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรและการปล่อยของเสียทั้งหมดจะถูกจำแนกกลุ่มและระบุปริมาณในเชิงตัวเลขแยกตามประเภทของผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจมีการให้น้ำหนักความสำคัญ (Weighting) เพิ่มเติม

·       ขั้นที่ 4การประเมินการปรับปรุง เป็นการรายงานผลข้อมูลการศึกษา และผลการประเมินโอกาสที่เป็นไปได้ในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ

 

หลักการประเมินวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ สามารถนำไปใช้กับกิจกรรมต่างๆ โดยอาจจำแนกรูปแบบการใช้งานใน4 กลุ่มหลัก ซึ่งได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม/บริษัทเอกชน ภาครัฐ องค์กรเอกชน (NGOs) และผู้บริโภค ดังรายละเอียดในตารางที่ 4[2]

 

ตารางแสดงรูปแบบของการนำหลักการประเมินวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ไปใช้งานในกลุ่มภารกิจต่างๆ

กลุ่มผู้นำไปใช้งาน

รูปแบบของการประยุกต์ใช้งาน

ภาคอุตสาหกรรม/บริษัทเอกชน

·        ใช้สื่อสารให้ทราบถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์

·        ออกแบบและปรับปรุงกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์

·        ใช้ต่อรองกับผู้จัดหาวัตถุดิบ (Supplier) ให้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

·        พัฒนากลยุทธ์ด้านการตลาด กลยุทธ์ด้านธุรกิจ และแผนการลงทุน

·        พัฒนากลยุทธ์ด้านนโยบาย

·        พัฒนานโยบายของผลิตภัณฑ์

·        การจัดทำฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3

ภาครัฐ

·        เป็นเกณฑ์ในการจัดทำข้อกำหนดของฉลากสิ่งแวดล้อม

·        การพัฒนาและจัดทำฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3

·        พัฒนาระบบการฝาก-การขอคืน (Deposit-refund systems)

·        ใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อสนับสนุนเงินทุน หรือการจัดทำโครงสร้างภาษีอากร

·        พัฒนานโยบายทั่วไปของภาครัฐ

องค์กรเอกชน

·        เป็นข้อมูลเพื่อเผยแพร่ต่อผู้บริโภค

·        เป็นข้อมูลสนับสนุนสำหรับการประชุม/สัมมนาในเวทีสาธารณะ

·        ใช้ข้อมูลเพื่อกดดันภาคเอกชนและรัฐบาลในการพัฒนาสิ่งแวดล้อม

ผู้บริโภค

·        ใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์



[1] คู่มือการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์,  สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (2546)

[2]คู่มือการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (2546)

·         นโยบายสินค้าครบวงจร (IPP)

เป็นนโยบายส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป เกิดจากแนวคิดเรื่อง “ วงจรชีวิตของสินค้า “ (Product Life Cycle Approach) ขอบเขตครอบคลุมถึงสินค้าและบริการทุกชนิด เพื่อลดการใช้ทรัพยากร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะ หรือของเสีย   ซึ่งจะถูกนำนโยบายไปบังคับใช้ควรได้รับความร่วมมือร่วมกับภาคธุรกิจและองค์กรต่างๆ โดยมีระเบียบที่อยู่ในนโยบายสินค้าครบวงจร คือ ระเบียบการจัดการซากอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (Waste electrical and electronic equipment: WEEE) , ระเบียบการจำกัดการใช้สารเคมี (Restrictions on the use of certain hazardous substances: RoHS), ระเบียบการจัดการซากรถยนต์ (End of Life vehicle: ELV) , กฎระเบียบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน (Energy using Product: EuP)

 

·         ระเบียบการจัดการซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE)

บังคับใช้เมื่อปี 13 สิงหาคม 2548 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เศษเหลือทิ้งมีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่ และลดผลกระทบจากการกำจัดเศษเหลือทิ้ง โดยกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับซากของผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว ซึ่งจะเป็นการลดภาระงบประมาณจากภาครัฐในการจัดการซากเหล่านั้น โดยมีประเด็นหลักสำคัญดังนี้

o   ผู้ผลิตซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ผลิตสินค้าและผู้นำเข้าสินค้าในสหภาพยุโรปต้องรับคืนซากของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่หมดอายุการใช้งานแล้วโดยไม่คิดมูลค่า ไม่ว่าสินค้าดังกล่าวจะถูกจำหน่ายโดยวิธีใด (รวมถึงการจำหน่ายทางอินเตอร์เน็ต หรือ e-commerce)

o   สหภาพยุโรปกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำของการ recovery และ reuse/recycle ซึ่งผู้ผลิตต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีขีดความสามารถจัดการกับผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์ที่กำหนด

o   สหภาพยุโรปกำหนดให้ผู้ผลิตต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นในการจัดการซากผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การนำทรัพยากรกลับคืน การปรับสภาพ การใช้ซ้ำ/การนำกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการกำจัดเศษเหลือทิ้ง

 

 

 

·         ระเบียบการห้ามใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (RoHS)

            ประกาศ:27 มกราคม 2546, มีผลบังคับใช้ 1กรกฏาคม 2549 วัตถุประสงค์ จะเหมือน WEEE(สนับสนุนเป้าหมายของWEEE)โดยห้ามมีสารอันตราย 6 ประเภท ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม โครเมียมเฮกซาวาเลนท์ โพลีโบรมิเนตไบฟีลีน และ โพลีโบรมิเนตเต็ดไดฟีนิลอีเทอร์ ปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่จะวางจำหน่ายในตลาดเกินกว่าปริมาณที่กำหนดไว้ มีหลักสาระสำคัญดังนี้

o    ห้ามมีสารอันตราย6 ชนิด (Pb, Hg, Cr(VI), Cd, PBB, PBDE) ใน EEE

o    ยอมให้มี ตะกั่ว, ปรอท, โครเมียมเฮกซะวาเลนซ์, PBB, PBDE ได้ไม่เกิน 0.1% (1,000 ppm) โดยน้ำหนัก ในวัสดุเนื้อเดียวกัน  

o    ยอมให้มี แคดเมียม ได้ไม่เกิน0.01% (100 ppm) โดยน้ำหนักในวัสดุเนื้อเดียวกัน  

o    งานที่ได้รับการยกเว้น เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical devices) และเครื่องมือควบคุมและตรวจตรา (Monitoring and control instruments) ในกรณีที่ไม่สามารถหา สารอื่นมาทดแทนได้

 

·         ระเบียบการจัดการซากยานยนต์ (ELV)

            บังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อลดของเสียจากยานยนต์ โดยบังคับให้มีการบำบัดซากยานยนต์อย่างถูกวิธี และนำชิ้นส่วน/วัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ตามสัดส่วนที่กำหนด และห้ามใช้สารโลหะหนัก 4 ชนิดได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และโครเมียมเฮกซาวาเลนท์ โดยใช้หลักการผู้ผลิตต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการซากทั้งหมด โดยมีหลักสาระสำคัญดังนี้

o    หลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ต้องปราศจากสารตะกั่ว  ปรอท แคดเมียม  และโครเมียมเฮกซะวาเล้นท์

o     คำนึงถึงจำนวนและความสะดวกในการรื้อถอด การนำกลับมาใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล

o     ผู้ผลิตต้องมั่นใจว่าการออกแบบและการผลิตยานยนต์ มีปริมาณที่สามารถนำมาใช้ซ้ำ การแปรสภาพเพื่อใช้ใหม่ และการนำกลับคืนทรัพยากรเป็นไปตามเป้าหมาย

o     ปี 2007 ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการบำบัด

o     ผู้ประกอบการควรจะใช้ส่วนประกอบและวัสดุที่มีมาตรฐาน

 

 

·         ระเบียบสินค้าที่ใช้พลังงาน (EUP)

            บังคับใช้ในปี 2550 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบผลิตภัณฑ์ที่จะวางจำหน่ายในสหภาพยุโรปให้เป็นผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม มีการคำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและมีการป้องกันปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งระเบียบนี้จะเป็นการขยายขอบเขตการพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากผลิตภัณฑ์ให้คลอบคลุมตลอดวัฎจักรชีวิต ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบและพลังงาน การผลิตผลิตภัณฑ์การขนส่ง การใช้งาน การบำรุงรักษา และการจัดการหลังหมดอายุการใช้งานว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง ทั้งนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจาก EuP ได้แก่

o   อุปกรณ์ให้ความร้อนและทำน้ำร้อน (Heating and water heating equipment)

  • อุปกรณ์ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า(Electric motor systems)
  • อุปกรณ์แสงสว่าง(Lighting)
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (Domestic appliances)
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (Domestic appliances)
  • อุปกรณ์สำนักงาน(Office equipment)
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้าน(Consumer electronics)
  • ระบบระบายความร้อนและระบบปรับอากาศ (Heating ventilating air conditioning system: HVAC)

 

 

·         กฎระเบียบ REACH

            บังคับใช้ในปี 2550 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดระบบคุ้มครองความปลอดภัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากอันตรายของสารเคมี โดยกำหนดให้ผู้ผลิต/ ผู้นำเข้าสารเคมีต้องยื่นจดทะเบียน หากเกิน 100 ตัน/ปี/ราย ต้องผ่านระบบการประเมินส่วนสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งหรือมีผลต่อการกลายพันธุ์ ซึ่งจัดเป็นCMRs (Carcinogenic, Mutagenic of Toxic to Reproduction)รวมทั้งสารที่มีพิษตกค้างยาวนาน จะต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะผลิตหรือจำหน่ายได้ โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้

o   ข้อกำหนดของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบ REACH ได้แก่ สารที่ต้องจดทะเบียน ข้อมูลสําหรับการ จดทะเบียน ผู้เกี่ยวข้อง การส่งและรับข้อมูลระหว่างกัน (Information flow)ในลูกโซ่  กระบวนการ การใช้ข้อมูลร่วมกัน

o   กระบวนการต่าง ๆ ของระบบ REACH ได้แก่ การจดทะเบียน การประเมิน และการอนุญาตให้ผลิตหรือใช้สารเคมี เป็นต้น

o   เงื่อนไขของการปฏิบัติตามกระบวนการของระเบียบ REACH ได้แก่ ความเป็นอันตรายและปริมาณของสารเคมีที่ผลิตหรือใช้ต่อปี ข้อมูลที่ต้องนําเสนอและกําหนดเวลาที่ต้องปฏิบัติ