แนวคิดของนโยบายสินค้าครบวงจร (Integrated Product Policy: IPP) เป็นผลจากการพัฒนามาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินการมาอย่างยาวนานของกลุ่มประเทศสมาชิกใน EU จากเดิมที่มุ่งแก้ปัญหาที่เพียงจุดใดจุดหนึ่งเช่นที่ที่การผลิต หรือที่ตัวผลิตภัณฑ์ หรือการกำจัดของเสียจากการผลิตหรือบริโภคมาเป็นแนวคิดที่ให้มีการดำเนินการวางนโยบายแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแบบองค์รวม ภายใต้แนวคิดนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการสร้างกลไกส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือเรียกสั้นๆ ว่าการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) หมายถึง การจัดซื้อหรือจัดจ้างผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางด้านคุณภาพ ราคา การส่งมอบสินค้าหรือบริการตามที่กำหนดและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตและบริการ โดยพิจารณาตลอดทั้งวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวช่วยทำให้เกิดตลาดผลิตภัณฑ์สีเขียว(Demand-side) กระตุ้นให้ผู้ผลิตหันมาใส่ใจผลิตผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกิดการแข่งขันกันปรับปรุงคุณภาพสินค้า หรือบริการของตนเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด โดยคำนึงถึงคุณภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งวัฎจักรชีวิตแทนการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 นอกจากนี้ยังเป็นการจัดการด้านอุปสงค์ (Demand-side) ควบคู่ไปกับการจัดการด้านอุปทาน (Supply-side) ผลท้ายสุดคือ เกิดจิตสำนึก ความตระหนัก และมีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นในภาพรวมของประเทศ รวมถึงผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การที่จะผลิตส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศ ย่อมต้องผ่านกฎระเบียบและข้อบังคับของแต่ละประเทศ ซึ่งปัจจุบันทุกประเทศต่างให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม คิดค้นสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเจ้าของผลิตภัณฑ์ในต่างๆ ที่เข้ามาจ้างผู้ผลิตสำหรับวัตถุดิบในการผลิตหลัก จำเป็นเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม วัตถุดิบที่ผลิตได้เป็นไปตามกฎข้อบังคับในเรื่องของ Green Procurement

ในประเทศไทยเองมีการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วย รวมถึงระดับท้องถิ่น ต้องดำเนินกระบวนการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และการบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องรายงานสรุปประวัติด้านการจัดซื้อของหน่วยงานมายังส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง และนอกเหนือจากภาครัฐและองค์กรต่างๆระดับชาติแล้ว ในองค์กรเอกชนต่างก็หันมาให้ความสนใจกับการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และการบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ 22มกราคม 2551จะเห็นได้จากกราฟแสดงเป้าหมายปริมาณการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการฯ ดังรูปที่ 1

 

รูปแสดงเป้าหมายปริมาณการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม[1]

 

จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550 – 2554 ได้กำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศในยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยได้ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการปรับแผนการผลิตและพฤติกรรมการบริโภคสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดนโยบายสาธารณะ และใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ทั้งด้านการเงินและการคลัง รวมทั้งการสร้างตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการเพื่อลดมลพิษและควบคุมกิจกรรมที่จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากร

การจัดซื้อซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญของทุกธุรกิจนั้นมีบทบาท อย่างยิ่ง ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรับผิดชอบของธุรกิจที่มีต่อสังคม (CSR) ในภาพรวมอีกด้วย แนวทางสำคัญในการดำเนินการดังกล่าวให้สำเร็จก็คือการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ อย่างเป็นระบบรอบด้าน ไม่ใช่เพียงคิดจากราคาขายของสินค้าหรือบริการต่างๆแต่อย่างเดียว และยังควรคิดในเชิงยุทธศาสตร์ทั้งต่อการสร้างภาพลักษณ์ต่อองค์กร และการจัดการเป้าหมายการจัดซื้อสีเขียวที่เป็นรูปธรรม วัดผลได้ และมีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพและผลการประกอบการขององค์กรในที่สุด



[1]ดร. พรศรี สุทธนารักษ์, 2552, การซื้อ-ขายสินค้าและบริการที่เป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย, งาน Waste innovation 2009, ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพ