·         นโยบายสินค้าครบวงจร (IPP)

เป็นนโยบายส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป เกิดจากแนวคิดเรื่อง “ วงจรชีวิตของสินค้า “ (Product Life Cycle Approach) ขอบเขตครอบคลุมถึงสินค้าและบริการทุกชนิด เพื่อลดการใช้ทรัพยากร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะ หรือของเสีย   ซึ่งจะถูกนำนโยบายไปบังคับใช้ควรได้รับความร่วมมือร่วมกับภาคธุรกิจและองค์กรต่างๆ โดยมีระเบียบที่อยู่ในนโยบายสินค้าครบวงจร คือ ระเบียบการจัดการซากอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (Waste electrical and electronic equipment: WEEE) , ระเบียบการจำกัดการใช้สารเคมี (Restrictions on the use of certain hazardous substances: RoHS), ระเบียบการจัดการซากรถยนต์ (End of Life vehicle: ELV) , กฎระเบียบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน (Energy using Product: EuP)

 

·         ระเบียบการจัดการซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE)

บังคับใช้เมื่อปี 13 สิงหาคม 2548 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เศษเหลือทิ้งมีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่ และลดผลกระทบจากการกำจัดเศษเหลือทิ้ง โดยกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับซากของผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว ซึ่งจะเป็นการลดภาระงบประมาณจากภาครัฐในการจัดการซากเหล่านั้น โดยมีประเด็นหลักสำคัญดังนี้

o   ผู้ผลิตซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ผลิตสินค้าและผู้นำเข้าสินค้าในสหภาพยุโรปต้องรับคืนซากของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่หมดอายุการใช้งานแล้วโดยไม่คิดมูลค่า ไม่ว่าสินค้าดังกล่าวจะถูกจำหน่ายโดยวิธีใด (รวมถึงการจำหน่ายทางอินเตอร์เน็ต หรือ e-commerce)

o   สหภาพยุโรปกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำของการ recovery และ reuse/recycle ซึ่งผู้ผลิตต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีขีดความสามารถจัดการกับผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์ที่กำหนด

o   สหภาพยุโรปกำหนดให้ผู้ผลิตต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นในการจัดการซากผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การนำทรัพยากรกลับคืน การปรับสภาพ การใช้ซ้ำ/การนำกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการกำจัดเศษเหลือทิ้ง

 

 

 

·         ระเบียบการห้ามใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (RoHS)

            ประกาศ:27 มกราคม 2546, มีผลบังคับใช้ 1กรกฏาคม 2549 วัตถุประสงค์ จะเหมือน WEEE(สนับสนุนเป้าหมายของWEEE)โดยห้ามมีสารอันตราย 6 ประเภท ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม โครเมียมเฮกซาวาเลนท์ โพลีโบรมิเนตไบฟีลีน และ โพลีโบรมิเนตเต็ดไดฟีนิลอีเทอร์ ปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่จะวางจำหน่ายในตลาดเกินกว่าปริมาณที่กำหนดไว้ มีหลักสาระสำคัญดังนี้

o    ห้ามมีสารอันตราย6 ชนิด (Pb, Hg, Cr(VI), Cd, PBB, PBDE) ใน EEE

o    ยอมให้มี ตะกั่ว, ปรอท, โครเมียมเฮกซะวาเลนซ์, PBB, PBDE ได้ไม่เกิน 0.1% (1,000 ppm) โดยน้ำหนัก ในวัสดุเนื้อเดียวกัน  

o    ยอมให้มี แคดเมียม ได้ไม่เกิน0.01% (100 ppm) โดยน้ำหนักในวัสดุเนื้อเดียวกัน  

o    งานที่ได้รับการยกเว้น เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical devices) และเครื่องมือควบคุมและตรวจตรา (Monitoring and control instruments) ในกรณีที่ไม่สามารถหา สารอื่นมาทดแทนได้

 

·         ระเบียบการจัดการซากยานยนต์ (ELV)

            บังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อลดของเสียจากยานยนต์ โดยบังคับให้มีการบำบัดซากยานยนต์อย่างถูกวิธี และนำชิ้นส่วน/วัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ตามสัดส่วนที่กำหนด และห้ามใช้สารโลหะหนัก 4 ชนิดได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และโครเมียมเฮกซาวาเลนท์ โดยใช้หลักการผู้ผลิตต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการซากทั้งหมด โดยมีหลักสาระสำคัญดังนี้

o    หลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ต้องปราศจากสารตะกั่ว  ปรอท แคดเมียม  และโครเมียมเฮกซะวาเล้นท์

o     คำนึงถึงจำนวนและความสะดวกในการรื้อถอด การนำกลับมาใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล

o     ผู้ผลิตต้องมั่นใจว่าการออกแบบและการผลิตยานยนต์ มีปริมาณที่สามารถนำมาใช้ซ้ำ การแปรสภาพเพื่อใช้ใหม่ และการนำกลับคืนทรัพยากรเป็นไปตามเป้าหมาย

o     ปี 2007 ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการบำบัด

o     ผู้ประกอบการควรจะใช้ส่วนประกอบและวัสดุที่มีมาตรฐาน

 

 

·         ระเบียบสินค้าที่ใช้พลังงาน (EUP)

            บังคับใช้ในปี 2550 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบผลิตภัณฑ์ที่จะวางจำหน่ายในสหภาพยุโรปให้เป็นผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม มีการคำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและมีการป้องกันปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งระเบียบนี้จะเป็นการขยายขอบเขตการพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากผลิตภัณฑ์ให้คลอบคลุมตลอดวัฎจักรชีวิต ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบและพลังงาน การผลิตผลิตภัณฑ์การขนส่ง การใช้งาน การบำรุงรักษา และการจัดการหลังหมดอายุการใช้งานว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง ทั้งนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจาก EuP ได้แก่

o   อุปกรณ์ให้ความร้อนและทำน้ำร้อน (Heating and water heating equipment)

  • อุปกรณ์ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า(Electric motor systems)
  • อุปกรณ์แสงสว่าง(Lighting)
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (Domestic appliances)
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (Domestic appliances)
  • อุปกรณ์สำนักงาน(Office equipment)
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้าน(Consumer electronics)
  • ระบบระบายความร้อนและระบบปรับอากาศ (Heating ventilating air conditioning system: HVAC)

 

 

·         กฎระเบียบ REACH

            บังคับใช้ในปี 2550 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดระบบคุ้มครองความปลอดภัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากอันตรายของสารเคมี โดยกำหนดให้ผู้ผลิต/ ผู้นำเข้าสารเคมีต้องยื่นจดทะเบียน หากเกิน 100 ตัน/ปี/ราย ต้องผ่านระบบการประเมินส่วนสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งหรือมีผลต่อการกลายพันธุ์ ซึ่งจัดเป็นCMRs (Carcinogenic, Mutagenic of Toxic to Reproduction)รวมทั้งสารที่มีพิษตกค้างยาวนาน จะต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะผลิตหรือจำหน่ายได้ โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้

o   ข้อกำหนดของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบ REACH ได้แก่ สารที่ต้องจดทะเบียน ข้อมูลสําหรับการ จดทะเบียน ผู้เกี่ยวข้อง การส่งและรับข้อมูลระหว่างกัน (Information flow)ในลูกโซ่  กระบวนการ การใช้ข้อมูลร่วมกัน

o   กระบวนการต่าง ๆ ของระบบ REACH ได้แก่ การจดทะเบียน การประเมิน และการอนุญาตให้ผลิตหรือใช้สารเคมี เป็นต้น

o   เงื่อนไขของการปฏิบัติตามกระบวนการของระเบียบ REACH ได้แก่ ความเป็นอันตรายและปริมาณของสารเคมีที่ผลิตหรือใช้ต่อปี ข้อมูลที่ต้องนําเสนอและกําหนดเวลาที่ต้องปฏิบัติ